เกี่ยวกับฉัน

รูปภาพของฉัน
ขยัน ซื่อสัตย์ อดทน คิดดี ทำดี จริงใจต่อทุกคน

วันพฤหัสบดีที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2554

แนวข้อสอบเรื่องเซล์ล ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1

แนวข้อสอบ วิทยาศาสตร์ ม.1
เซลล์และพืช


1. เซลล์คืออะไร.........(หน่วยที่เล็กที่สุดของสิ่งมีชีวิต )
2. ตัวอย่างของเซลล์ได้แก่..........(เซลล์เยื่อหอม เซลล์คุม เซลล์เม็ดเลือด เซลล์กระดูก  เซลล์ประสาท )
3.  สิ่งมีชีวิตต้องมีลักษณะอย่างไร.........( มีการเจริญเติบโต สืบพันธ์ได้ กินอาหารได้ เคลื่อนไหวได้ ตอบสนองได้)
4.  กล้องจุลทรรศน์คประกอบด้วยเลนส์ชนิดใด..........(เลนส์นูน อย่างน้อย 2 เลนส์)
5.  การใช้กล้องจุลทรรศน์ควรดูด้วยกำลังขยายใดเป็นลำดับแรก..........( กำลังขยายต่ำสุด และดูด้วยตา2ข้าง)
6.  หากดูภาพไม่ชัดเลยควรปรับอย่างไร..........( ปรับปุ่มปรับภาพหยาบก่อน แล้วจึงปรับปุ่มปรับภาพละเอียด)
7.  ผู้ประดิษฐ์กล้องจุลทรรศน์คนแรกคือใคร........( เลนส์เดียว คือ แอมโมนี แวน , เลนส์ปรกอบ โรเบิร์ต ฮุค)
8.  โครงสร้างพื้นฐานของเซลล์........( นิวเคลียส , ไซโตพลาสซึม , เยื่อหุ้มเซลล์หรือผนังเซลล์)
9.  เยื่อหุ้มเซลล์ โครงสร้าง และ ทำหน้าที่........( โครงสร้างเป็นไขมันและโปรตีน -คัดเลือกสารผ่านเข้าออก)
10. นิวเคลียส ทำหน้าที่.........(เก็บสารพันธุกรรม และ ควบคุมกิจกรรมต่างๆในเซลล์)
11. ผนังเซลล์ ทำหน้าที่่..........( สร้างความแข็งแรงแก่เซลล์ )
12.  ส่วนใดที่พบเฉพาะในเซลลืพืช.........( ผนังเซลล์ , คลอโรพลาส)
13.  การแพร่ หมายถึง..........( การที่อนุภาคสาร เคลื่อนที่จากบริเวณที่มีความเข้มข้นสูง ไปยังบริเวณเข้มข้นต่ำ)
14.  การแพร่จะเกิดเร็ว เมื่อใด.........( อุณหภูมิสูงขึ้น ความเข้มข้นต่างกันมากๆ โมเลกุลขนาดเล็กมากๆ)
15.  ออสโมซีส หมายถึง..........( การที่อนุภาคน้ำ เคลื่อนที่จากบริเวณที่มีสารเข้มข้นต่ำ ไปยังบริเวณสารเข้มข้นสูง )
16.  น้ำเข้าสู่รากพืช โดยวิธีใด.........( ออสโมซีส หรือ การแพร่ของน้ำ)
17.  ถ้าน้ำเข้าสู่เซลล์พืช-เซลล์สัตว์ มากๆ จะเป็นอย่างไร..........(เซลล์พืชจะเต่ง ส่วนเซลล์สัตว์จะแตก)
18.  ถ้าดินเค็มมากๆ เซลล์จะเป็นอย่างไร ........... ( น้ำจะออกจากเซลล์ ออสโมซีส สู่ดิน เซลล์เหี่ยว ขาดน้ำ ตาย)
19.  ท่อลำเลียงน้ำ เรียกว่า..........(ท่อไซเลม ลำเลียงน้ำและแร่ธาตุไปพร้อมๆกัน)
20.  ท่อลำเลียงอาหาร........... ( ท่อโฟลเอม ลำเลียงอาหาร จากการสังเคราะห์แสง)
21. การดูดน้ำ ลำลเียงน้ำ ต้องอาศัยพลังงานใด........( พลังงานจาการคายน้ำของทางปากใบ )
22.  การคายน้ำเกิดขึ้นที่ใด......( บริเวณปากใบ ซึ่งปากใบจะอยู่ด้านหลังใบ)
23.  ท่ำลำเลียงน้ำของพืชใบเลี้ยงคู่ เป็นอย่างไร..........(เป็นระเบียบ เป็นวง ถ้าพืชใบเลี้ยงเดี่ยวจะ กระจัดกระจาย)
24.  การลำเลียงน้ำมีทิศทางอย่างไร......(เกิดขึ้นทางเดียว จากรากสู่ ลำต้น ใบ ปากใบ)
25.  การลำเลียงอาหารมีทิศทางอย่างไร..........( เกิดขึ้นได้2ทิศทาง จากใบสู่ลำต้น หรือ จากลำต้นสุ่ใบก็ได้)
26.  การสังเคราะห์แสง หมายถึง..........(การสร้างอาหาร โดยเปลี่ยนพลังงานแสงเป็นพลังงานเคมี)
27.  วัตถุดิบที่ใช้ในการสังเคราะหืแสง ได้แก่........... ( น้ำ คาร์บอนไดออกไซด์ และแสง เกิดขึ้นที่ คลอโรฟิลด์)
28.  สิ่งที่ได้จากการสังเคราะห์แสง คือ........( น้ำตาลกลูโคสเ็ป็้นลำดับแรก เก็บไว้ในรูปขอ แป้ง ออกซิเจนและน้ำ)
29.  นอกจากพืชแล้ว มีสิ่งใดที่มีคลอโรฟิลด์อีก......( แบคทีเรีย และสาหร่ายสีเขียวแกรมน้ำเงิน)
30.  การสังเคราะห์แสงเกิดบริเวณใด และเวลาใด..........(ทุกบริเวณที่มีคลอโรฟิลด์ ทุกเวลาที่มีแสง )
31. สารละลายใดที่ใช้ในการทดสอบแป้ง ......(ไอโอดีน หากเป็นแป้ง จะเปลี่ยนสีจากสีน้ำตาลเป็น น้ำเงินอมม่วง)
32. แสงสีใด ที่พืชสามารถสังเคราะหืแสงได้ดีที่สุด..........( สีแดง , ม่วง , น้ำเงิน ตามลำดับ)
33.  การสืบพันธุ์ของพืชมี2ชนิด คือ..........( การสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ และ การสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ)
34.  อวัยวะสืบพันธุ์ของพืช คือ.........( เพศผู้ คือ เกสรตัวผู้ และ เพศเมีย คือ เกสรตัวเมีย)
35.  เซลล์สืบพันธุ์ของพืช คือ..........( เพศผู้ คือ ละอองเรณู หรือ สเปิร์ม และ เพศเมีย คือ ไข่)
36.  ดอกครบส่วน ต้องมีส่วนใดบ้าง.........( กลีบเลี้ยง , กลีบดอก , เกสรตัวผู้ , เกสรตัวเมีย = ปกป้องรังไข่)
37.  ตัวอย่างดอกที่มีไม่ครบส่วน ..........(ข้าวโพด เฟื้องฟ้า ฟักทอง ตำลึง มะละกอ มะพร้าว)
38.  การสืบพันธุ์ของพืช มีกี่ขั้นตอน ........... ( 2 ขั้นตอน คือ การถ่ายละอองเรณู กับ การปฏิสนธิ)
39.  การถ่ายละอองเรณู เป็นอย่างไร..........(การที่ละลอองเรณู ไปตกอยู่บนยอดเกสรตัวตัว)
40.  การปฏิสนธิ เป็นอย่งไร ........... (การที่นิวเคลียสของสเปิร์ม เข้าไปผสมกับไข่ ในรังไข่)
41. หลังจากปฏิสนธิ รังไข่ จะเจริญไปเป็นส่วนใด..........( รังไข่ เจริญเป็น ผล)
42.  หลังจากปฏิสนธิ ผนังรังไข่ จะเจริญไปเป็นส่วนใด..........( ผนังรังไข่ เจริญเป็น เนื้อผล)
43.  หลังจากปฏิสนธิ ออวุล ในรังไข่จะเจริญไปเป็นส่วนใด..........( ออวุล เจริญเป็น เมล็ด)
44.  การเกิด ผล มีกี่ปประเภท..........( 3 ประเภท คือ ผลเดี่ยว ผลรวม ผลกลุ่ม)
45.  ผลเดี่ยว หมายถึง..........( ผล ที่เกิดจากรังไข่อันเดียว ในดอกเดียว เช่น มะม่วง เงาะ มะพร้าว ลำใย)
46.  ผลกลุ่ม หมายถึง.......( ผล ที่เกิดจากรังไข่หลายอัน ในดอกเดียว เช่น ฝักบัว ลูกจาก น้อยหน่า สตรอเบอรี่)
47.  ผลรวม หมายถึง..........( ผล ที่เกิดจากรังไข่อันเดียว ในดอกช่อ เช่น สัปรส ลูกยอ ขนุน มะเดื่อ)
48.  การสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ คือ ........... ( การสืบพันธุ์ที่ไม่ใช้เซลล์สืบพันธุ์ เช่น แตกหน่อ ติดตา ตอนกิ่ง)
49.  การขยายพันธ์แบบใดที่ได้จำนวนมากที่สุด ใช้เวลาน้อยที่สุด..........(การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ )
50.  การเพราะเลี้ยงเนื้อเยื่อ มีวิะีการอย่างไร........... ( ตัดเนื้อเยื่อเจริญ แคลลัส ไปเพาะในอาหารวุ้น)
51. สิ่งเร้าคือ ..........( สิ่งที่มากระตุ้นให้เกิดการตอบสนอง เช่น แสง น้ำ การสัมผัส แรงโน้มถ่ววง อุณหภูมิ อาหาร)
52.  การตอบสนองมีกี่ประเภท .........( 2 ประเภท คือ ตอบสนองจากเจริญเติบโต และ ตอบสนองจากน้ำในเซลล์)
53.  ตัวอย่างการตอบสนอง..........( ทานตะวันเอนเข้าหาแสง ดอกบัวบานตอนกลางวัน การหุบของไมยราบ)
54.  พืชกินสัตว์ ตอบสนองสิ่งเร้าเมื่อมีสิ่งมาสัมผัส.........( กาบหอยแครง หม้อข้าวหม้อแกงลิง หยาดน้ำค้าง)
55.  พืชใบเหี่ยวเมื่อหมดแสง..........( ดอกแค กระถิน ผักกระเฉด ถั่ว )
56.  สาเหตุที่พืชส่วนใหญ่จะเหี่ยวตอนกลางวัน คือ.........( พืชมีการคายน้ำ เร็วกว่า ดูดน้ำ เข้าสู่เซลล์)
57.  บริเวณป่าทึบ มีต้นไม้ขึ้นหนา ต้นไม้จะมีลักษณะอย่างไร..........(ต้นสูงตรง เพื่อรับแสงให้ได้มากที่สุด)
58.  พืชในทะเลทราย มีการปรับตัวอย่างไร ........... ( ลำต้นอวบเพื่อเก็บน้ำ เปลี่ยนใบเป็นหนามเพื่อไม่คายน้ำ)
59.  สิ่งเร้าที่มีผลต่อพืชมากที่สุดคือ..............(แสง )
60.  พืชส่วนใหญ่จะตอบสนองต่อแสงอย่างไร........... ( เข้าหาแสง เพื่อทำการสังเคราะหืแสง)

เซล์ลพืชและเซล์ลสัตว์

ปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างเซลล์พืช และเซลล์สัตว์
เซลล์พืช                             เซลล์สัตว์
1. เซลล์พืชมีรูปร่างเป็นเหลี่ยม    1. เซลล์สัตว์มีรูปร่างกลม หรือรี
2. มีผนังเซลล์อยู่ด้านนอก           2. ไม่มีผนังเซลล์ แต่มีสารเคลือบเซลล์อยู่ด้านนอก
3. มีคลอโรพลาสต์ภายในเซลล์      3. ไม่มีคลอโรพลาสต์
4. ไม่มีเซนทริโอล                   4. มีเซนทริโอลใช้ในการแบ่งเซลล์
5. แวคคิวโอลมีขนาดใหญ่ มองเห็นได้ชัดเจน    5. แวคคิวโอลมีขนาดเล็ก มองเห็นได้ไม่ชัดเจน
6. ไม่มีไลโซโซม                   6. มีไลโซโซม

สิ่งเปรียบเทียบ                      สัตว์                                             พืช

รูปร่าง                            ค่อนข้างกลม                                ค่อนข้างเหลี่ยม
ผนังเซลล์                           ไม่มี                                               มี
เยื่อหุ้มเซลล์                          มี                                                มี
คลอโรพลาสต์                      ไม่มี                                              มี
แวคิวโอล                         ขนาดเล็ก                                     ขนาดใหญ่
เซนทริโอล                            มี                                               ไม่มี

องค์ประกอบการเขียนรายงานโครงงานวิทยาศาสตร์

1.  ชื่อโครงงาน
2.
 ชื่อผู้ทำโครงงาน
3.
 ชื่ออาจารย์ที่ปรึกษาโครงงาน
4.  บทคัดย่อ
5กิตติกรรมประกาศ (คำขอบคุณ)
6.
 ที่มาและความสำคัญของโครงงาน
7.
  วัตถุประสงค์ของโครงงาน
8.
  สมมติฐานของการศึกษาค้นคว้า (ถ้ามี)
9.
  ขอบเขตของการทำโครงงาน
10. วิธีดำเนินการ
11.
ผลการศึกษาค้นคว้า
12.
 สรุปผลและข้อเสนอแนะ
13.
 เอกสารอ้างอิง

บุคลากรโรงเรียนบ้านป่าสัก(ทศพลอนุสรณ์)

                                                 นายสุเชษฐ์   เรือนก้อน
                                      ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านป่าสัก(ทศพลอนุสรณ์)
                                                   นางประมวล   ธรรมะ
                                                 นางวาสนา   ธีระเพ็ญแสง

20 เรื่องวิทยาศาสตร์น่ารู้

20 เรื่องวิทยาศาสตร์น่ารู้
1. เส้นเลือดในร่างกายมนุษย์มีความยาวรวม 62,000 ไมล์ ถ้านำมันมาเรียงต่อกันเป็นทางยาวจะได้ความยาว ถึง 2.5 เท่าของเส้นรอบวงโลก
2. The Great Barrier Reef (แนวปะการังที่ยาวทีสุดในโลกบริเวณออสเตรเลีย) เป็นโครงสร้างสิ่งมีชีวิตที่ใหญ่ที่สุดในโลกมีความยาวกว่า 2000 กิโลเมตร

3. โอกาสที่โลกจะถูกโจมตีด้วยอุกาบาตขนาดใหญ่ อยู่ที่ 9300 ปีต่อครั้ง

4. ดาวนิวตรอนขนาดเท่าหัวแม่มือมีน้ำหนักกว่า 100 ล้านตัน
5. พายุเฮอริเคนหนึ่งลูกผลิตพลังงานเท่ากับระเบิดขนาด 1 เมกะตันจำนวน 8000 ลูก
6. คาดว่ามีพยาธิปากขอ ซื่งดูดเลือดเป็นอาหารอยู่ในร่างกายมนุษย์โลกเรา 700 ล้านคน
7. Fred Rompelberg คือผู้ขี่จักรยานด้วยความเร็วที่สุดในโลกด้วยความเร็ว 166.94 ไมล์ต่อชั่วโมง
8. มนุษย์เราสามารถคิดค้นแสงเลเซอร์ที่มีความสว่างกว่าแสงอาทิตย์ 1 ล้านเท่า
9. 65% ของผู้ป่วยออทิสติคส์ เป็นคนถนัดซ้าย
10. Finnish pine tree (ต้นสนชนิดหนึ่งในฟินแลนด์) มีความยาวของรากแต่ละต้นรวมแล้วกว่า 30 ไมล์
11. จำนวนเกลือที่อยู่ในน้ำทะเลทั่วโลกเรา สามารถปกคลุมพื้นผิวทวีปทั่วโลกได้หนากว่า 500 ฟุต
12. กลุ่มแก๊สระหว่างหมู่ดาวในราศีธนู มีส่วนประกอบของแอลกอฮอล์นับหมื่นล้านล้านลิตร
13. หมีขั้วโลกสามารถวิ่งด้วยความเร็ว 25 ไมล์ต่อชัวโมง และกระโดดได้สูงกว่า 6 ฟุต
14. มนุษย์และปลาโลมาสืบสายพันธ์เดียวกันมาตั้งแต่ 60 - 65 ล้านปีก่อน
15. กล้อง infared จับภาพหมีขั้วโลกได้ยากมาก เนื่องจากคุณสมบัติของขนของมัน
16. เฉลี่ยแล้วในหนึ่งปี คนเราจะกินสัตว์จำพวกเห็บลิ้นไร โดยไม่ได้ตั้งใจไป 430 ตัวต่อคนต่อปี
17. รากของต้น Rye(ข้าวชนิดหนึ่งใช้หมักสุรา) สามารถแผ่ขยายไปได้ถึง 400 ไมล์
18. อุณหภูมิบนพื้นผิวของดาวพุธสูงกว่า 430 องศาเซลเซียสในเวลากลางวัน แต่ลดลงต่ำกว่า ติดลบ 180 องศาเซลเซียสในเวลากลางคืน
19. ภายใน 24 ชั่วโมง ต้นโอ๊กขนาดใหญ่ขับน้ำ(ในรูปของไอน้ำ)ออกมา 10 - 25 แกลลอน
20. ผีเสื้อรับรู้รสด้วยขาหลังของมัน โดยประสาทการรับรู้ทำงานโดยการสัมผัส ทำให้มันรู้ว่าใบไม้และดอกไม้ที่มันสัมผัส มีรสชาติอย่างไรและกินได้หรือไม่
สร้างโดย: 
พัช ศรีพุทธา ม.6/4 เลขที่ 17 โรงเรียนสตรีศรีสุริโยทัย

วันอังคารที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2554

กาลิเลโอ กาลิเลอี (Galileo Galilei)

กาลิเลโอ กาลิเลอี (Galileo Galilei)
นักดาราศาสตร์ นักคณิตศาสตร์ นักปรัชญาเมธี ชาวอิตาเลี่ยน
เกิด 15 กุมภาพันธ์ คศ.1564 ที่ เมืองปิซ่า อิตาลี
เสียชีวิต 8 มกราคม คศ.1642

        กาลิเลโอ เป็นคนที่ชอบวิชาคณิตศาสตร์มาก แต่บิดาของเขาอยากให้เรียนวิชาการแพทย์ เพราะสามารถหาเงินง่ายและเป็นที่นับถือแต่เขาไม่ชอบเอาเสียเลย นอกจากนี้เขายังสนใจด้านศิลปะภาพเขียน เขายังมีความสามารถด้านดนตรี บิดาของกาลิเลโอเป็นนักคณิตศาสตร์และดนตรีและนักเขียนพอมีชื่อเสียงแต่ฐานะ ไม่รำรวย แต่เขาไม่อยากให้บุตรชายเป็นเหมือนเขา จึงได้ส่งเขาไปร่ำเรียนในมหาวิทยาลัยเมืองปิซาด้านการแพทย์ จนอายุได้ 19 ปี มีศาสตราจารย์คนหนึ่งมาสอนเรื่อง คณิตศาสตร์ เขาได้แอบเข้าไปเรียนด้วย จนกระทั่งกล้าซักถามปัญหาและต่อมาหลังจากได้รับการฝึกฝนเป็นพิเศษ เมืองปิซ่า กาลิเลโอ เคยไปสวดมนต์ที่โบสถ์เขาสังเกตเห็นโคมไฟในโบสถ์ถูกลมพัดแกว่งไป-มา เมื่อลมหยุดตะเกียงแกร่งสั้นเข้าๆ จนในที่สุดมันก็หยุด เขาได้ความรู้ว่าแม้ช่วงที่แกร่งสั้นเข้า แต่ความเร็วก็ไม่ได้ลดลงเลย ความคิดนี้เขาได้นำมาประดิษฐ์นาฬิกาลูกตุ้มให้แก่พ่อของเขาเรือนหนึ่ง อีกครั้งหนึ่งเขานับจังหวะการแกว่งของโคมไฟกับการเต้นของหัวใจ จนประดิษฐ์เครื่องมือวัดการเต้นของหัวใจได้ว่าเต้นนาทีละกี่ครั้ง เขาได้พิสูจน์ให้เห็นว่า ของแม้จะมีน้ำหนักต่างกันแต่ตกถึงพื้นพร้อมกัน โดยขึ้นไปบนหอเอียงปิซ่า เอาของที่มีน้ำหนักต่างกันทิ้งลงมา ปรากฎว่าถึงพื้นดินพร้อมกันซึ่งหลักอันนี้แม้จะขัดกับคำพูดของอริสโตเติลแต่ ก็เป็นความจริง นอกจากนี้เขายังค้นพบดวงจันทร์ของดาวพฤหัสบดีด้วยกล้องโทรทัศน์ที่เขา ประดิษฐ์ขึ้นมา และเขาก็ได้พิสูจน์ได้ว่า โลกไม่ได้อยู่นิ่งๆหรือเป็นศูนย์กลางของดวงดาวทั้งหลายแต่โลกหมุนรอบดวง อาทิตย์ ซึ่งทำให้คณะบาทหลวงและกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับเขาและโป้ปฟ้องหาว่าเขาเป็นคน นอกศาสนา (เพราะไปขัดแย้งกับแนวคิดทางศาสนา กับ อริสโตเติ้ล)ห้ามไม่ให้เขาเผยแพร่ความคิดนี้ และประกาศให้คนทั่วไปทราบว่าความคิดของเขาผิด เขาได้เป็นศาสตราจารย์ด้านคณิตศาสตร์ ที่อายุน้อย คือ 24 ปี ทั้งที่ไม่มีใบปริญญาที่เมืองปิซา แต่อยู่ได้ไม่นานต้องลาออกไปเพราะไปขัดแย้งของของตกจากที้สูงที่ขัดแย้งกับ อริสโตเติล จนได้ไปสอนที่มหาวิทยาลับปาดัว (University of Padua) ที่ยาวนานถึง18 ปี ในบั้นปลายชีวิตของกาลิเลโอ นั้นน่าสงสารยิ่ง เพราะเขาป่วยจนตาบอดเพราะมาจากการใช้สายตาส่องดูกล้องมากเกินไป จนตายไป แม้ตอนตายหลุมศพเขายังห้ามมิให้มีแผ่นศิลาจารึกให้เขาอีกด้วย ศพของเขาได้ถูกนำไปฝัง ณ Church of Santa Croce หลังจากนั้นอีก 50 ปี ก็ได้มีการสร้างอนุสาวรีย์ไว้เป็นเกียรติกับความสำเร็จของเขาในกาลต่อมาก็ เป็นที่ยอมรับของคนทั่วโลก
ผลงานค้นพบที่สำคัญของ กาลิเลโอ กาลิเลอี (Galileo Galilei)
  • ได้ตั้งกฎเพนดูลัม (Pendulum) หรือกฎการแกว่งของนาฬิกาลูกตุ้ม



  • การค้นพบเรื่องของหนักกับของเบาจะตกลงถึงพื้นพร้อมๆกัน



  • ผู้ค้นพบหลักวิชาพลศาสตร์ (Dynamic) การเคลื่อนไหวของระยะการยิงปืนใหญ่วิถีกระสุนจะเป็นวิถีโค้ง



  • สร้างกล้องโทรทัศน์ดูดาวบน ท้องฟ้า ผิวของดวงจันทร์ การค้นพบความแตกต่างของดาวเคราะห์กับดาวฤกษ์ว่าดาวเคราะห์มีลักษณะเหมือนดวง จันทร์ ส่วนดาวฤกษ์นั้นมีแสงสว่างพุ่งออกมา และยังค้นพบจุดดำบนดวงอาทิตย์



  • พบทางช้างเผือก (Milky Way)



  • ผลงานด้านงานเขียน ของ กาลิเลโอ
  • Hydrostatic Balance บทความที่ว่าด้วยเรื่องตาชั่ง



  • Center of Gravity of Solid, หนังสือว่าด้วยจุดศูนย์ถ่วงของของแข็ง



  • Letter on the Solar Spots,หนังสือว่าด้วยจุดดำในดวงอาทิตย์และระบบสุริยะว่าโลกและดาวเคราะห์ หมุนรอบดวงอาทิตย์ ดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางระบบสุริยะ



  • Dialogo Die Due Massimi Sistemi Del Mondo หนังสือต้องห้ามที่ห้ามจำหน่ายใน อิตาลีเพราะผิดกับระบบศาสนาคริสต์ในสมัยนั้น ว่าด้วยเรื่องเกี่ยวกับดาวหางนั้นมาจากเกิดแสงของดวงอาทิตย์ เช่นเดียวกับรุ้งกินน้ำ



  • ค้นพบทางช้างเผือก (Milky Way)

    กูกลิเอลโม มาร์โคนี (Guglielmo Marcony)

    กูกลิเอลโม มาร์โคนี (Guglielmo Marcony)
    เกิด 25 เมษายน ค.ศ.1874 เมืองโบโลนยา อิตาลี
    เสียชีวิต 20 กรกฎาคม ค.ศ 1937 ที่กรุงโรม อิตาลี

            เกิดที่ประเทศอิตาลี บิดาฐานะร่ำรวยเขาจึงได้เข้าเรียนในโรงเรียนกินนอน หลังจากนั้นก็มาศึกษากับสถาบันด้านเทคนิคที่มีชื่อเสียงที่เมืองเล็กฮอร์น เขาใฝ่ฝันที่จะมีอาชีพด้านทหารเรือซึ่งสนใจเรื่องไฟฟ้ามาตั้งแต่ยังเป็นเด็ก และบิดาก็สนับสนุนเขามาตลอด แต่บังเอิญวันหนึ่งเขาได้ฟังปาฐกถาวิชาฟิสิกส์จาก ศาสตราจารย์ กิออตโต บิสชารีน เขาถึงกับตื่นเต้นสนใจมากขนาดให้แม่จ้างนักฟิสิกส์มาสอนพิเศษที่บ้าน พออายุ 16 ปีเขาก็เริ่มสนใจวิชาไฟฟ้าอย่างดื่มด่ำ ซึ่งสามารถสร้างเครื่องมือถ่ายทอดกระแสไฟฟ้าได้ หลังจากนั้น ขณะศึกษาอยู่ ณ มหาวิทยาลัยโปโลนยา เขาอ่านวารสารฉบับหนึ่ง เรื่องแม่เหล็กไฟฟ้าของ ไฮน์ริช รูดอลฟ เฮิร์ต นักฟิสิกส์ชาวเยอรมัน เขาเกิดความมานะที่จะส่งคลื่นไฟฟ้าไปในอากาศ และเขาก็ทำสำเร็จเขาสามารถส่งวิทยุข้ามภูเขาสูงได้ ขณะอายุ 22 ปี ในปี คศ.1895 เขาสามารถประดิษฐ์ กริ่งไฟฟ้าไร้สายขึ้นได้ จนในปี 1897 เขาก็สามารถประดิษฐ์เครื่องส่งวิทยุโทรเลขและทำการทดลองส่งวิทยุโทรเลขไร้ สาย ในระยะ 1 ไมล์ มารดาของเขาเห็นความสำคัญของการจดทะเบียนสิทธิบัตร จึงแนะนำให้เขาเดินทางไปอังกฤษเมื่อคนอิตาลีไม่สนใจ ที่นั่นเขาค้นพบเรื่องวิทยุ จนกระทั่งสามารถส่งข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกได้ ในวันที่ 27 มีนาคม คศ.1899 ที่อายุเพิ่งจะ 25 ปี เขาทำงานด้วยความมานะ อดทนบากบั่น มุ่งมั่นต่อความสำเร็จเป็นจุดหมายปลายทาง แม้คนในบ้านเกิดของเขาจะไม่เห็นความสำคัญ กับผลงานที่เขาทำสำเร็จ เพื่อนผู้มีส่วนร่วมในผลงานของเขาคือ แม็กส์เวลล์ ชาวอังกฤษ และเอิร์ท ชาวเยอรมัน และอีกคนคือ แบรนลี่ ชาวฝรั่งเศส

    ผลงานการค้นพบ ของ กูกลิเอลโม มาร์โคนี (Guglielmo Marcony)
    • ประดิษฐ์เครื่องรับส่งวิทยุโทรเลข
    • ได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ ในปี ค.ศ.1907 จากผลงานการค้นคว้าและประดิษฐ์วิทยุ

    กูกลิเอลโม มาร์โคนี (Guglielmo Marcony)


    [ดูภาพทั้งหมดในหมวด]


    จมส์ วัตต์ (James Watt)

    เจมส์ วัตต์ (James Watt)
    เกิด 19 มกราคม ค.ศ.1736 เมือง กรีนน็อค อังกฤษ
    เสียชีวิต 25 สิงหาคม ค.ศ.1819 อังกฤษ

            เป็นนักวิทยาศาสตร์ที่เริ่มต้นจากการเป็นผู้ช่วยในห้องทดลองโดยมี หน้าที่ดูแลเครื่องมือวิทยาศาสตร์และนิสัยรักการทดลองของเขาทำให้เขาประสบ ความสำเร็จในการพัฒนาผลงานดั้งเดิมของนักวิทยาศาสตร์รุ่นพี่ให้ใช้งานได้ อย่างสมบูรณ์ เจมส์วัตต์มีนิสัยชอบประดิษฐ์คิดค้นมาตั้งแต่เด็กและอยากเรียนรู้ในการทำ เครื่องมือเครื่องใช้ทางวิทยาศาสตร์และการคำนวณ เขาเกิดมาในครอบครัวฐานะยากจนบิดามีอาชีพเป็นช่างไม้มีธุรกิจเกี่ยวกับไม้ ทุกชนิด ทำให้เขามีการศึกษาไม่มากนัก พออายุได้ 18 ปี เขาก็ออกจากบ้านมาที่เมือง กลาสโกว์ ได้งานเป็นผู้ช่วยช่างเพื่ออยากเรียนต่อ และทำงานกลางคืนทำให้สุขภาพไม่ดีจึงลาออก จนมาได้งานเป็นช่างซ่อมเครื่องมือที่ มหาวิทยาลัยกลาสโกร์ เขาสามารถซ่อมเครื่องจักรไอน้ำของ นิวโคแมนได้ และปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพใช้งานได้ดี โดย โทมัส นิวโคแมนเป็นวิศวกรชาวอังกฤษได้ประดิษฐ์เครื่องจักที่ใช้แรงขับเคลื่อนไอน้ำ ได้สำเร็จ เครื่องจักรของเขาใช้ในการปั๊มน้ำออกจากเหมืองถ่านหิน แต่เจมส์ วัตต์เห็นว่าเครื่องจักรของ นิวโคแมนทำงานช้า ในราวปี ค.ศ.1764 เขาจึงเริ่มสานงานโดยการดัดแปลงเครื่องจักรของนิวโคแมนให้ดียิ่งขึ้น โดยการพัฒนาให้แกนของลูกสูบหมุนให้หมุนเร็วขึ้นจากเดิมเป็น 2 เท่า
            จากนอกนี้เขายังคิดค้นหน่วยทางวิทยาศาสตร์สำหรับคำนวณแรงงานขึ้น โดยการใช้ม้าแข็งแรงตัวหนึ่งให้ยกของหนัก 33,000 ปอนด์ เป็นระยะทาง 1 ฟุตใน 1 นาที ให้เรียกแรงงานนี้ว่า หนึ่งแรงม้า ซึ่งในปัจจุบันนี้ 1 แรงม้าก็คืองานมีค่าเท่ากับ 33,000 ฟุต/ปอนด์ในหนึ่งนาที
            ถึงแม้จะไม่นับว่า เจมส์ วัตต์ เป็นผู้สร้างเครื่องจักรไอน้ำขึ้นเป็นคนแรกก็ตาม แต่ก็ต้องนับว่า เขาเป็นผู้วิวัฒนาการเครื่องจักรไอน้ำให้ดียิ่งขึ้น และยังเป็นต้นกำเนิดของเครื่องยนต์ในปัจจุบัน และเจริญแพร่หลายมากขึ้น เจมส์ วัตต์ถึงแก่กรรมในปี ค.ศ.1819 ขณะมีอายุได้ 83 ปี

    ผลงานการค้นพบ ของ เจมส์ วัตต์ (James Watt)

    • พัฒนาเครื่องจักรไอน้ำให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
    • บัญญัติศัพท์คำว่า แรงม้า (Horse Power)

    เจมส์ วัตต์ (James Watt)


    [ดูภาพทั้งหมดในหมวด]

    อเล็กซานเดอร์ เฟลมมิ่ง (Alexander Flaming)


    อเล็กซานเดอร์ เฟลมมิ่ง (Alexander Flaming)
    เกิดวันที่ 6 สิงหาคม ค.ศ. 1881 ประเทศสก๊อตแลนด์
    เสียชีวิต 11 มีนาคม ค.ศ. 1955 กรุงลอนดอน อังกฤษ

            เฟลมมิ่ง เป็นชาวสก๊อตแลนด์บิดา-มารดาฐานะดี บิดาชื่อ ฮิวส์เฟลมมิ่ง (Huge Fleaming) ชีวิตในวัยเด็กเขาเป็นเด็กฉลาดซุกซนรอบรู้จนได้เข้าเรียนด้านแพทย์ศาสตร์ที่ วิทยาลัยแพทย์แห่งโรงพยาบาลเซนต์แมรี่ และจบการศึกษาด้วยเกียรตินิยมอันดับ 1 หลังเรียนจบได้เข้าทำงานเป็นแพทย์ประจำแผนกภูมิคุ้มกันโรค แผนกแบคทีเรีย เป็นทหารเสนารักษ์ ประจำกองทัพตำรวจหลวง (Royal Army Corps) ทำให้เขาได้เห็นและรักษาเหล่าทหารบาดเจ็บจากภาวะสงครามเป็นจำนวนมาก โรคที่ตามมาเช่น บาดทะยักมีอาการอักเสบ เน่าเปื่อย จนทำให้ทหารต้องเสียชีวิต ซึ่งมาจากเชื่อจุลินทรีย์นั่นเองเป็นแรงบันดาลใจให้เขาทำการศึกษาค้นคว้า เรื่องแบคทีเรียอย่างจริงจังจนทำให้เขาได้ค้นพบแบคทีเรียที่ชื่อว่า “สเตปฟิโบ คอกคัส” (Staphy lococlus) ซึ่งผู้ที่ติดเชื้อนี้จะปวดแสบบาดแผลมาก จนเขาสามารถสกัดเชื้อนี้ได้จาก น้ำมูก น้ำตา ของมนุษย์นี้เองแต่ก็ไม่สามารถปราบได้ราบคาบ จนในที่สุดก็สามารถค้นพบเชื้อราชนิดหนึ่งนำมาสกัดเป็นยาชื่อ เพนนิซิลิน เชื้อราชนิดนี้อยู่ในกลุ่มเพนนิซิเลียม โดยร่วมมือกับนักวิทยาศาสตร์ชาวออสเตรเลียชื่อ โฮวาร์ด วอลเทอร์ (Howard Walter) ในการสกัดแยกเพนนิซิลินได้จนสำเร็จจนทำให้เขาได้รับรางวัลโนเบลสาขาการแพทย์ ในปี ค.ศ. 1945 ร่วมกับ โฮวาร์ด วอลเทอร์ และเอิร์น โบร์ลเซน ประโยชน์ของยาเพนนิซิลินสามารถโรคต่างๆ ได้มากกว่า 80 ชนิด เช่น แอนแทรกซ์, คอตีบ, ปอดอักเสบ, บาดทะยัก, เยื่อหุ้มสมองอักเสบเป็นต้น ในปี ค.ศ. 1955 เสียชีวิตด้วยโรคเส้นเลือดหัวใจตีบ ที่ลอนดอน ประเทศอังกฤษ


    ผลงานการค้นพบ ของ อเล็กซานเดอร์ เฟลมมิ่ง (Alexander Flaming) 

    • ค้นพบเชื้อราชนิดหนึ่งที่ชื่อว่า เพนนิซีเลียม (Peniciliam) แล้วนำมาสกัดเป็นตัวยามีชื่อว่า เพนนิซิลิน (Penniciline)
    • ได้รับรางวัลโนเบลสาขาการแพทย์ ร่วมกับโฮวาร์ด

      แซมมวล มอร์ส (Samuel Morse)

      แซมมวล มอร์ส (Samuel Morse)
      เกิด 17 เมษายน ค.ศ.1791รัฐแมสซาซูเซส สหรัฐอเมริกา
      เสียชีวิต 2 เมษายน ค.ศ.1872 นิวยอร์ค สหรัฐอเมริกา

              เป็นนักวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกัน บิดามีอาชีพเป็นนักบวชและนักเขียน เขาจบการศึกษาที่มหาวิทยาลัย เยล ด้านศิลปะและชื่นชอบอีกด้วย จนสนใจอยาดศึกษาให้เชี่ยวชาญจนเขาได้ไปศึกษาด้านศิลปะที่อังกฤษ พบจิตรกรที่มีชื่อเสียงหลายคน เขาต้องทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย เช่น รับจ้างวาดภาพขาย จนสามารถเปิด Gallery ได้ แต่ไม่โด่งดังมากเท่าใด จนวันหนึ่งเขามีโอกาสได้พบกับผู้เชี่ยวชาญเรื่องแม่เหล็กไฟฟ้า ชื่อ Charls F. Jacson ซึ่งเขาเองก็สนใจด้านนี้อยู่เหมือนกัน ส่วนการสนใจการประดิษฐ์เครื่องส่งโทรเลขนั้นเริ่มขึ้นเมื่อปี 1832 เขาได้เฝ้าดูการทดลองของ ดร.แจ็คสัน เอาลวดพันรอบๆแท่งเหล็กแท่งหนึ่งและแสดงให้เห็นว่า เหล็กกลายเป็นแม่เหล็กเนื่องจากใช้ดูดตะปูได้ แต่เมื่อตัดกระแสออก เหล็กก็หมดความเป็นแม่เหล็กและตะปูก็จะร่วงลงมา จากการทดลองเกี่ยวกับแม่เหล็กไฟฟ้านี้เอง ทำให้ แซมมวล มอร์สเกิดความคิดเกี่ยวกับการส่งรหัส โดยอาศัยแม่เหล็กไฟฟ้า
              โดยการที่เขาได้ประดิษฐ์สวิทช์ไฟง่ายๆ ขึ้นจากแผ่นโลหะสปริงทองเหลือง ตรงปลายมีปุ่มไม้สำหรับกด เมื่อกดปุ่มไม้ลงจะมีกระแสไฟฟ้าไหลผ่านสวิทช์ แต่เมื่อเลิกกดปุ่ม สวิทช์จะเกิดกระแสไม่ไหล สมัยนี้เราเรียกเราเรียกสวิทช์เช่นนี้ว่า “สะพานไฟของมอร์ส” ใช้ในการส่งกระแสเป็นเวลาสั้นๆ ยาวๆ ตามรหัส กระแสนี้ไหลผ่านสายลวดที่ขึงไว้ระหว่างเมืองกับเมือง หรือประเทศกับประเทศ ไปยังแม่เหล็กไฟฟ้าเล็กๆ ซึ่งมีสปริงที่เรียกว่า “อาร์เมเจอร์” ต่ออยู่ ในขณะที่มีกระแสสั้นๆ หรือ “จุด” อาร์เมเจอร์ จะถูกดูดด้วยแม่เหล็ก และดีดกลับเพราะสปริง ในขณะที่มีกระแสยาวๆ หรือ “ขีด” อาร์เมเจอร์ จะถูกดูดนานหน่อยโดยใช้ออดไฟฟ้า เราอาจได้ยินเสียงออดสั้นๆ ยาวๆ แทนตัวอักษรต่างๆ เพื่อที่จะได้ส่งข้อความไปตามเส้นลวดด้วยรหัสเช่นนี้ได้ ระบบเช่นนี้เรียกว่า “รหัสของมอร์ส” ซึ่งใช้มาจนถึงทุกวันนี้ เขาสนใจทั้งด้านศิลปะ และเครื่องส่งโทรเลขจนประสบผลสำเร็จ แม้จะขาดแคลนทั้งเงินทองและเวลา เพราะกลางวันต้องทำงานสอน ส่วนกลางคืนก็ทดลองทำงานประดิษฐ์นี้ จนวันที่ 2 กันยายน 1837 เขาก็สามารถส่งโทรเลขได้ภายในหอประชุมของมหาวิทยาลัยนิวยอร์ค ส่วนการส่งไปปลายทางไกลๆ ครั้งแรกระหว่าง กรุงวอชิงตัน ไป บัลติมอร์ ระยะทาง 38 ไมล์ ด้วยข้อความว่า “พระเจ้าทำงานอะไร” จนเขาเสียชีวิตด้วยโรคปอดบวม ทางสมาคมโทรเลขแห่งสหรัฐอเมริกาได้สร้างอนุสาวรีย์แก่เขาที่สวนสาธารณะใน เมืองนิวยอร์ค

      ผลงานการค้นพบ ของ แซมมวล มอร์ส (Samuel Morse) 

      • คิดค้นรหัสมอร์ส ซึ่งใช้แทนตัวหนังสือในการส่งโทรเลข
      • คิดค้นประดิษฐ์เครื่องส่งโทรเลขฃ

      แซมมวล มอร์ส (Samuel Morse)

      [ดูภาพทั้งหมดในหมวด]

      วอลเทอร์ และเอิร์น โบร์เซน ในปี ค.ศ. 1946

    อเล็กซานเดอร์ เฟลมมิ่ง (Alexander Flaming)




  • กาลิเลโอ กาลิเลอี (Galileo Galilei)นักดาราศาสตร์ นักคณิตศาสตร์ นักปรัชญาเมธี ชาวอิตาเลี่ยน

    [ดูภาพทั้งหมดในหมวด]

    รูปนักวิทยาศาสตร์ของโลก

























    ผู้ติดตาม